‘หงส์-สิงห์’ กับฉากทัศน์ต่อไปในชัยแห่งลีกคัพ

กีฬา

เป็นอีกครั้งที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยัดเยียดความปราชัยให้กับ เมาริซิโอโปเช็ตติโน่ ในเกมสำคัญที่ “ชี้อนาคต” และเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล บดเอาชนะ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งประตูชัยเกิดขึ้นในนาทีที่ 118 จากลูกโหม่งของ เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมชาวเนเธอร์แลนด์ ท่ามกลางเกมที่มีทุกอารมณ์

 

ลิเวอร์พูล ครองแชมป์สูงสุดในรายการนี้ รวม 10 สมัย จากเข้าชิง 14 ครั้งโดยได้แชมป์ปี 1981-1984, 1995, 2001,2003, 2012, 2022 และ 2024

รายละเอียดในเกมหลายคนคงเห็นคงอ่านคงได้ฟังคนรู้บ้างไม่รู้บ้างเต็มไปหมดบนโลกใบนี้ แต่มุมหนึ่งที่มันชัดเจนก็คือ “พอช” โปเช็ตติโน่ แพ้ทุกอย่างราบคาบให้กับ คล็อปป์ อีกครั้ง

นี่คือหนึ่งใน 4 จุดที่วิเคราะห์วิจารณ์เอาไว้ก่อนเกมว่า โปเช็ตติโน่ จะทำอะไรในเกมใหญ่นี้หรือเปล่า ก่อนที่แฟนบอลสิงห์บลูส์ จะเบาใจไปได้บ้างเมื่อเห็นการจัดแผนการเล่น 4-2-3-1 ตามที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ พอชมีปัญหาชัดเจนที่ “ปอด” ครับ

ยิ่งคุมทัพกลับยิ่งฝ่อไปเอง ทั้งที่ว่ากันตามเชิง ลิเวอร์พูล แทบจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว เพราะขนาดทีมที่ต้องเรียกเด็กลงเล่นขนาดนั้น

อลิสซอน เบ็คเกอร์,โฌแอล มาติป, เทรนท์อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์,ธิอาโก อัลคานทารา, โดมินิกโซโบสไล, เคอร์ติส โจนส์, สเตฟาน บาจเซติช,โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ดีโอโก โชตา และ ดาร์วินนูนเญซ คือชื่อที่เดี้ยงไปก่อนเกม และแถม ไรอัน กราเฟนแบร์ช ที่ต้องหามออกไปตั้งแต่ครึ่งทางครึ่งแรก

แต่บอลของพอชมีหน้าเดียว ไม่มีมิติอะไรนอกจากให้กองกลางระดับ 100 ล้านปอนด์ แทงบอลทะลุไลน์ และจ่ายบอลไปที่ว่าง เอาตัววิ่งลงมาเปลี่ยนตามตำแหน่ง แต่ไม่มีการเปลี่ยนเกม และไม่เข้าใจแท็กติก

แต่ไม่มียุทธวิธีที่ล้ำลึกหรือซับซ้อน เป็นแผนสามแผนสี่

อีกทั้ง พอช ก็ใช้งาน โคล พาลเมอร์มากเกินไป ทั้งที่เขาควรจะปักยืนอยู่ในแดนบนไม่ต้องลงไปโควเวอร์ในแนวลึก เพื่อเซฟพลังงาน และพลังทางความคิดเวลาอยู่ในพื้นที่ของฝั่งตรงกันข้าม แถมยังส่ง มาดูเอเก้มาบังไลน์บังทางกันเองอีกต่างหาก

 

เอาเข้าจริง ลิเวอร์พูล เหลือหัวใจ และระบบ แต่ประสิทธิภาพในเวลานั้นแทบไม่มี

หลายคนเห็นนึกว่าบอลเยาวชนชิงแชมป์โลก เพราะตัวที่ลงสนามไปนั้นรวมแล้วเป็นเด็กอายุไม่เกิน 21 ปี รวมถึง 7 คน

ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ (20), จาเรลล์ ควอนซาห์ (21), ไรอัน กราเฟนแบร์ช (21), คอนอร์ แบร๊ดลี่ย์ (20), บ็อบบี้คลาร์ก (19), เจมส์ แม็คคอนเนลล์ (19) และ เจย์เด้น แดนน์ส (18)

ค่าเฉลี่ยนัดชิงมีที่ไหนอยู่แค่ 23 ปี 95 วัน

ยิ่งสภาพในช่วงท้ายเกมที่ คล็อปป์ ตัดสินใจจำเป็นต้องใช้เด็กลงเล่น เพราะไม่มีทางเลือกอะไรอื่นนอกจากทำแบบนี้ ทำให้เกมของ ลิเวอร์พูล พิงเชือก และน่าจะโดนน็อกไปแล้วด้วยซ้ำใน 90 นาที แต่รอดมาได้

การออกตั้งสติกันใหม่ เห็นชัดว่า ภาษากายของโค้ชทั้งสองฝั่งต่างกันสิ้นเชิง เพราะ คล็อปป์ เดินกอดนักบอลทีละคน ส่วน พอช เรียกเข้ากลุ่มมาติว

แต่พอติวแล้ว กลายเป็นไปเล่นเกมถอยรับ ทั้งที่มองกันง่ายๆ คือ 1.ด้วยคุณภาพนักเตะ 2.ด้วยค่าตัว 3.ด้วยสถานการณ์ ไม่มีอะไรเลยที่ เชลซี เป็นรอง

ยิ่งเรามองเห็น 11 คน ของ ลิเวอร์พูลตอนนั้นแล้วชนะได้ จึงไม่แปลกที่ “คนดูฟุตบอล” จะยอมรับว่า “หัวใจใครใหญ่กว่ากัน”

ประตู : ควีวีน เคลเลเฮอร์

กองหลัง : โจ โกเมซ-อิบราฮิมา โกนาเต้-เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค-คอนสแตนตินอส ซิมิกาส

บ็อบบี้ คลาร์ก-วาตารึ เอนโดะ-เจมส์ แม็คคอนเนลล์

ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์-เจย์เด้น บีม เอ๊ย แดนน์ส-หลุยส์ ดิอาซ

เอาแค่คู่กองกลางของ เชลซี ราคารวมกันกว่า 200 ล้านปอนด์ ทั้ง เอ็นโซ่ กับ มอยเชส ไคเซโด้ แถมแนวรุกมีทั้ง คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู 52 ล้านปอนด์, โนนี่ มาดูเอเก้ 29 ล้านปอนด์, มิโคไล มูดริก 62 ล้านปอนด์ และโคล พาลเมอร์ 40 ล้านปอนด์

แล้วจะไปถอนทัพไม่บุกอย่างน่าประหลาดใจ

พอช เคยพลาดอย่างแรงเมื่อการตัดสินใจของเขา ส่งผลต่อวิธีการในนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อตัดสินใจถอด ลูคัส มูร่า ออกจากตัวจริง แล้วส่ง แฮร์รี่ เคนที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาเป็นตัวจริง จะด้วยลูกเกรงใจหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งหลายคนเข้าใจได้ในฐานะตัวผู้นำทีมตัวเอ้ แต่หลายคนแอบคิดว่า มันไม่ใช่หรือเปล่า

ที่แน่ๆ การพ่ายแพ้ในหนนั้นของ พอช ให้กับ คล็อปป์ ส่งผลชัดเจนในระยะยาวเนื่องจากทั้ง สเปอร์ส กับ ลิเวอร์พูลที่วนเวียนวุ่นวายและว้าวุ่นกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสนามตัวเอง ซึ่งต้องการความสำเร็จเป็นรูปธรรม แล้วถ้วยมันก็ไปตั้งที่แอนฟิลด์

คล็อปป์ ต่อยอดความสำเร็จจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของลิเวอร์พูล ขณะที่ พอช ต้องเสียงานของเขาในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

หนนี้จะแดจาวูหรือไม่ เพราะ คล็อปป์ กำลังจะจากไปและการันตีด้วยแชมป์ แต่จะ “กี่แชมป์” ยังตอบไม่ได้กับฤดูกาลสั่งลา

เพราะสถานการณ์นักเตะที่เจ็บขนาดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และหลายต่อหลายคนกว่าจะกลับได้ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน

ดังนั้น จะใช้เฉพาะใจอย่างเดียวไม่ได้

ร่างกาย และระบบ รวมถึงอย่าเป็นอะไรเพิ่ม นั่นคือสิ่งสำคัญอย่างที่สุด

 

แล้ว พอช ล่ะ??? เขาจะสั่นคลอนขนาดไหนกับเก้าอี้ร้อนที่เดอะ บริดจ์

ยิ่งไปกว่านั้น ร้อนไม่แพ้กันก็คือ สิ่งที่หลายคนยังคลางแคลงและติดอยู่ในใจคงไม่พ้น “กรรมการ” ที่ผิดพลาดในการตัดสินมากมาย

ประเด็นนี้ทุกสโมสรจะต้อง “รวมตัวกัน”ไม่อย่างนั้นตายกันพอดี!!!

เรื่องการตัดสินของ คริส คาวานาฟและห้องวีเออาร์ โดย จอห์น บรู๊ค ถูกวิจารณ์หนักมากกับหลายๆ จังหวะที่มัน “ชัดเจน” ว่า ตกลงแล้วใครกันแน่ที่ไม่ทันเกม

หรือไม่กล้าฟันธง จึงเกิดการ “กังขา”

กีฬาฟุตบอลคือสิ่งที่สวยงามและโหดร้ายในตัวของมันเอง แต่ถ้าหาก “ผู้ถือกฎ”ยังทำกันแบบนี้ การเสื่อมความนิยมมันจะเกิดขึ้นได้

แล้วมันจะทำให้กีฬาที่กลืนเลือดอมตะอย่าง ฟุตบอล มีโอกาสถึงคราอวสาน

บี แหลมสิงห์