ทำไมจีนถึงเป็นเบอร์ 1 ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของโลก

ข่าวด่วนวันนี้

เมื่อพูดถึงตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในแง่ของยอดจำหน่ายและอัตราการเติบโตที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้และอนาคตเชื่อว่าจะต้องมีชื่อประเทศจีนรวมอยู่ด้วย ชนิดที่อาจจะถูกนึกถึงเป็นชื่อแรก มากกว่าตลาดอย่างสหรัฐอเมริกา หรือยุโรปเสียด้วยซ้ำ เพราะอะไร ? และทำไมตลาดรถยนต์ที่เพิ่งเกิดใหม่ในช่วงทศวรรษที่ 2000 ถึงใช้เวลาเพียงแค่ 20 ปีในการขยับขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกในด้านยอดขายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และเป็นเบอร์ 1 ของโลกในด้านยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV อีกด้วย

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของจีนในระหว่างปี 2558-2561 เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของจีนในระหว่างปี 2558-2561 เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา

นโยบายที่ชัดเจนและประชากรที่มากที่สุดคือ ปัจจัยสำคัญ

จีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกด้วยตัวเลขที่มากกว่า 1.4 พันล้านคน ที่สำรวจมาเมื่อต้นปี 2564 แน่นอนว่าแม้จะมีตัวเลขประชากรที่เยอะ แต่ถ้ากำลังซื้อไม่ได้มีหรือเป็นประเทศที่ยากจน สุดท้ายแล้วการที่จะเป็นเบอร์ 1 ในโลกยานยนต์ทั้ง 2 แบบคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ซึ่งประเทศที่มีประชากรในระดับใกล้เคียงกันอย่างอินเดีย คือ ตัวอย่างที่ดีในการตอบข้อสงสัยนี้

สำหรับจีน ประชากรที่เยอะมาพร้อมกับความต้องการในด้านยานยนต์ส่วนบุคคลที่เยอะตามไปด้วย ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวจีนในหลายส่วนเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่านับจากปี 2560 เป็นต้นมาภาพรวมเศรษฐกิจจะหดตัวก็ตาม และนี่คือเหตุผลหลักที่จำนวนและคุณภาพในด้านการเงินที่ดีมีความสัมพันธ์กันจนทำให้เกิดกำลังซื้อที่มาก และผลักดันยอดขายรถยนต์ในประเทศจีนให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายมาเป็นเบอร์ 1 ในโลกของรถยนต์ในยุคนี้

แน่นอนว่าประเด็นของรถยนต์พลังไฟฟ้าถูกพูดถึงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และจีนถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งดูได้จากตัวเลขของการลงทุนในระหว่างปี 2552-2560 ซึ่งในตอนนั้นรถยนต์ไฟฟ้ายังมีไม่มากนัก แต่ประเทศจีนใช้เงินมากกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลงทุนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และการสร้างกลยุทธ์เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลก

ที่สำคัญคือที่ผ่านมาจีนมักจะถูกมองว่าเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนมีส่วนสำคัญทำให้เกิดปัญหาสภาวะโลกร้อน ดังนั้น เงินลงทุนในส่วนนี้จึงรวมเรื่องของการหาแนวทางในการลดความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดการนำเข้า และการปรับปรุงคุณภาพอากาศอีกด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วคำตอบอย่างรถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหานี้ โดยเมื่อเดือนกันยายนปี 2563 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงของจีนยังได้ให้คำมั่นสัญญาที่สหประชาชาติว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนให้เหลือเกือบเป็นศูนย์ภายในปี 2603 การขนส่งที่ปล่อยมลพิษต่ำรวมถึง EV จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยประเทศ บรรลุเป้าหมายด้านการฟื้นฟูสภาพอากาศ ซึ่งเมื่อผู้นำขยับและทุกอย่างถูกวางเอาไว้เป็นวาระแห่งชาติ การดำเนินงานก็เลยเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย

นอกจากนั้นเรื่องของของการสนับสนุนและให้เงินช่วยเหลือในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV จากรัฐบาลก็สามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในแง่ตัวเลขยอดขาย แต่ทว่าแนวทางนี้ถือเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นปกติ ซึ่งในญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา รวมถึงหลายประเทศที่ต้องการผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้าแจ้งเกิดได้ก็ใช้กลยุทธ์นี้ในช่วงแรกกันทั้งนั้น โดยจีนใช้นโยบายอุดหนุนในเรื่องเงินสำหรับคนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2563 และตอนนี้ก็มีการขยายระยะเวลาของกลยุทธ์นี้ไปจนถึงปี 2565 พร้อมกับยกเว้นในเรื่องของภาษีนานถึง 2 ปี ซึ่งกลยุทธ์อุดหนุนครั้งนี้จะมีให้เฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีราคาต่ำกว่า 300,000 หยวน ซึ่งก็ถือเป็นกลุ่มรถยนต์ที่มียอดขายค่อนข้างเยอะในจีน

ทั้งหมดถือเป็นความชัดเจนจากภาครัฐของจีนที่เปิดไฟเขียวให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ สามารถเดินหน้าได้อย่างมีทิศทางและเต็มรูปแบบ

แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ากับสัดส่วนยอดขายที่อยู่ในตลาดของปี 2563 โดย SAIC คือแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งสูงสุด
แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ากับสัดส่วนยอดขายที่อยู่ในตลาดของปี 2563 โดย SAIC คือแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งสูงสุด

การขานรับจากผู้ผลิตภายใน

เมื่อต้นทางมีความชัดเจน ผู้เล่นที่อยู่ในตลาดก็ชัดเจนในการวางแผน และแน่นอนว่าจีนเป็นประเทศที่มีแบรนด์รถยนต์มากมาย และพร้อมที่จะกระโดดเข้าสู่ตลาดกลุ่มนี้ รถยนต์กลุ่ม NEV หรือ New Energy Vehicle ซึ่งก็รวมถึงพวกไฮบริด Plug-in Hybrid และ EV ของจีนได้รับการตอบรับที่ดีและกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ซื้อในประเทศจีน

จากตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกปี 2563 มีอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 43% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 แต่ที่น่าสนใจคือ 40% จากตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกตลาดอยู่ที่เมืองจีน ซึ่งในปี 2563 รถยนต์ไฟฟ้าในจีนมียอดขายอยู่ที่ 1.3 ล้านคันหรือเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ใหญ่กว่าตลาดสหรัฐอเมริกา ที่เรามักจะมองว่าเป็นพี่ใหญ่ในด้านยอดขายของรถยนต์ทุกแบบอยู่ถึง 3-4 เท่าตัวเลยทีเดียว และทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นตัวรถยนต์ แบตเตอรี่ หรือแม้แต่ระบบสถานที่ชาร์จหรือแท่นชาร์จในรูปแบบต่างๆ ของจีนต่างขานรับในการผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการที่ไม่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ก็พร้อมที่จะเดินหน้าออกสู่ตลาดโลกอีกด้วย

มดงานที่รองรับความต้องการที่แตกต่าง

แน่นอนว่า Tesla 3 ของ Elon Musk อาจจะช่วยสร้างภาพความเป็นประเทศที่ทันสมัยในจีน แต่ทว่าสิ่งที่เป็นมดงานช่วยขับเคลื่อนตัวเลขและทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเติบโตคือ แบรนด์เล็กๆ ในประเทศต่างหาก นั่นคือ Hongguang Mini EV ที่ของแบรนด์ SAIC-GM-Wuling Automobile ซึ่งคอยเก็บตกความต้องการของคนจีนที่มีรายได้ไม่เยอะแต่อยากขับรถยนต์ไฟฟ้า

จากการเปิดเผยของ theconversion.com ระบุว่า ความนิยมของคนจีนที่มีต่อ Hongguang Mini EV คือความคุ้มค่ากับราคาที่อยู่ในช่วง 28,800 หยวนแต่ได้รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถแล่นทำระยะทางได้ 120 กิโลเมตร และนับจากเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 จนถึงเดือนมกราคม 2564 รถยนต์รุ่นนี้ขายแล้วมากกว่า 270,000 คัน และกลายเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกอยู่ ณ ตอนนี้

นอกจากนั้นในตลาดเมืองจีนเองยังมีแบรนด์รถยนต์มากกว่า 500 แบรนด์ที่ลงทะเบียนกับกระทรวงอุตสาหกรรมของจีนในการวางแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ให้เห็นว่า ทางเลือกของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่ในจีนมีความหลากหลายที่ไม่เฉพาะในแง่ของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงระดับราคาและผลิตภัณฑ์ที่มากพอจะรองรับกับความซับซ้อนของความต้องการได้

สำหรับเรื่องส่วนแบ่งทางการตลาดนั้น ประเทศจีนมียอดขายรถยนต์ในปี 2562 อยู่ที่ 24.6 ล้านคัน และรถยนต์ไฟฟ้ามียอดขายเพียง 1.21 ล้านคัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงแค่ 5% เท่านั้น แต่จากนโยบายเชิงรุกของภาครัฐที่พร้อมผลักดันให้เดินหน้านั้น ทำให้มีการคาดหมายว่าในปี 2568 รถยนต์ไฟฟ้าน่าจะครองส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์จีนมากถึง 50% จากจำนวนยอดขายรวมต่อปี และทางภาครัฐเองก็วางนโยบายเอาไว้ว่าในรถยนต์ 5 คันที่ถูกขายในปี 2568 จะต้องมีรถยนต์ประเภท NEV รวมอยู่ด้วย 1 คันเสมอ

ด้วยการผลักดันอย่างเต็มรูปแบบ และการทำงานเชิงรุกและวางนโยบายอย่างชัดเจนของทางภาครัฐ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในการทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นตลาดที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดของโลกอยู่ ณ ตอนนี้ และเชื่อว่าอาจจะตลอดไปด้วย

แหล่งข่าว https://www.mgronline.com/motoring/detail/9640000108120