แฉ! “10 ข้อเรียกร้องบิดเบือน” ต่อ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ที่คนไทยควรรู้ทัน

ข่าวด่วนวันนี้

(25 ก.ย. 2563) สืบเนื่องจากการชุมนุมที่ได้มีการยื่นข้อเรียกร้อง 10 ข้อ เพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจของมหากษัตริย์ อันเป็นการแสดงออกที่บิดเบือนจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยสามารถรักษาเอกราชมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะบูรพมหากษัตริย์ของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทรงเสียสละกำลังพระวรกาย พระราชทรัพย์ กำลังสติปัญญา และพระปรีชาสามารถในด้านต่าง ๆ ส่งต่อรัชกาลต่อรัชกาล ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชาติบ้านเมือง และ ประชาชนของพระองค์ท่านดังเป็นที่ประจักษ์ชัดผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ

ก่อนที่จะพลัดหลงไปในคำยั่วยุใส่ร้ายต่าง ๆ จากผู้ไม่หวังดีและคอยจ้องทำร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนานลองใช้เวลาอ่าน 10 ข้อเรียกร้องที่ถูกบิดเบือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ราษฎรชาวไทยบางคนอาจรู้และยังไม่เคยรู้มาก่อนเมื่ออ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วจะรู้ว่า เหตุใดคนไทยทุกคนถึงรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือสิ่งอื่นใด

ข้อที่ 1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 (มาตรา 3) และบัญญัติทํานองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ปัจจุบันรัฐธรรมนูญได้ บัญญัติไว้ในมาตรา 6 ว่า

“องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิด มิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”

อันเป็นการสืบทอดหลักการรับรอง พระราชสถานะองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของชาติทรงมีพระราชภาระและพระราชกิจที่ ต้องทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน กฎหมายในลักษณะนี้มิได้ทําให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ยังทรงมีพระราชสถานะภายใต้กฎหมายนอกจากนั้นยังมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและตาม กฎหมายต่าง ๆ อีกหลายกรณีที่กําหนดให้พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ต้องทรงปฏิบัติ โดยเฉพาะการบริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญกําหนด แม้เดิมรัฐธรรมนูญบางฉบับจะให้อํานาจบางองค์การดำเนินการในเรื่องบางอย่างได้ แต่ปัจจุบันสังคมและรูปแบบการปกครองได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านการพิจารณาและได้รับการยอมรับจากหลายฝ่ายรวมถึงการทำประชามติแล้ว อีกทั้งหลักการดังกล่าวนี้ยังคงเป็นที่การยอมรับกันในระดับสากลและระหว่างประเทศ

ข้อที่ 2. บุคคลมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นได้ แต่การแสดงความคิดเห็นย่อมเกิดควบ คู่กับหน้าที่ ต้องเคารพถึงสิทธิของผู้อื่น และอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” ซึ่งเป็นการคุ้มครองบุคคลตามที่กฎหมายกําหนดไว้เท่านั้น และตามกฎหมายของไทยก็ไม่ได้คุ้มครองเป็นพิเศษเฉพาะพระมหากษัตริย์ แต่ได้มีการบัญญัติให้ปกป้องคุ้มครองบุคคลที่มีสถานะอื่น ๆ ด้วย เช่น คุ้มครองไม่ให้ดูหมิ่นราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ผู้แทนรัฐต่างประเทศ และรวมไปถึงผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี และเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิอันสอดคล้องและเหมาะสมเก่ียวกับสถานะทางกฎหมายของแต่ละบุคคล

และที่ผ่านมาทรงมีพระบรมราโชบายผ่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการดําเนินคดีกับผู้กระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงปัจจุบันพนักงานสอบสวนได้ใช้บทบัญญัติตามกฎหมายอื่นในการดําเนินคดีกับผู้กระทําความผิด เช่น กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือความผิดฐานฉ้อโกง เป็นต้น ซึ่งเป็นการลดการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าวแล้ว ที่สำคัญได้มีการพระราชทานอภัยโทษ แก่ผู้กระทําผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว ไม่ว่าในรูปแบบการพระราชทานอภัย โทษเฉพาะรายหรือการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปที่ตราขึ้นในรูปของพระราชกฤษฎีกาพระราชทาน อภัยโทษ และตามกฎหมายกําหนดคุ้มครองบุคคลทั่วไปในการหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น ในต่างประเทศก็มี กฎหมายคุ้มครองพระประมุข ประมุข และบุคคลทั่วไป เช่นกัน

ข้อที่ 3. การบริหารจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ได้ถือกําเนิดขึ้นมาพร้อมการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สมัยที่ประเทศไทยยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรัพย์สินในราชอาณาจักรเป็นของพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงอยู่ในฐานะ “พระเจ้าแผ่นดินแต่เพียงพระองค์เดียว” แต่อย่างไรก็ตาม พระพระมหากษัตริย์พยายามทรงแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดิน ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทําการค้าขายกับต่างประเทศเจริญก้าวหน้า ขึ้นอย่างมาก จึงได้ทรงเก็บสะสมกําไรเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้ในถุงผ้าสีแดงเรียกกันว่า “เงินถุงแดง” และพระราชทานไว้เป็นทุนสํารองของแผ่นดินสําหรับใช้ในยามบ้านเมืองเกิดภาวะคับขัน ซึ่งในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสจึงได้นําเงินถุงแดง มาสมทบเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายและค่าประกันแก่ฝรั่งเศส โดยรักษาเอกราชของประเทศไทยไว้ได้ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้รัฐบาลพิจารณาเสนอต่อฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อปรับปรุงการจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ให้เหมาะสมแก่การบริหารจัดการยิ่งขึ้น โดยถวายเป็นพระราชอํานาจในการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย เพื่อให้การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินนั้นเป็นไปโดยเหมาะสมตามสภาวการณ์ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามโบราณราชประเพณี โดยขณะนี้ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีแต่ประการใด

ข้อที่ 4. ส่วนราชการในพระองค์ประกอบด้วย 3 หน่วยงาน ปฏิบัติภารกิจถวายงานด้านต่าง ๆ ได้แก่ สํานักงานองคมนตรี หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และสํานักพระราชวัง ได้รับการ จัดสรรงบประมาณประจําปี 2564 เป็นจํานวน 8,980,889,600 บาท ซึ่งแต่ละส่วนงานได้รับการจัดสรรในจํานวนที่ไม่มากหากเทียบกับภารกิจและอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบ เมื่อเปรียบเทียบกับส่วน ราชการอื่น ๆ แล้วเป็นการของบประมาณไปตามความจําเป็นจริง ๆ โดยยึดพระราชปณิธานเศรษฐกิจพอเพียง และประหยัดเป็นไปตามแนวพระราชดําริที่ทรงยึดถือตลอดมา และส่วนราชการในพระองค์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเฉพาะในส่วนค่าใช้จ่ายซึ่งเป็น งบเงินเดือนและค่าใช้จ่ายบุคลากรเท่านั้น ไม่รวมวัสดุ ครุภัณฑ์ ค่าใช้จ่ายอื่น หรือการก่อสร้างอย่างใด ๆ การพิจารณาจัดสรรเงินให้กับส่วนราชการในพระองค์และสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นไปตาม มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ที่กําหนดให้คณะรัฐมนตรี ดําเนินการจัดสรรงบประมาณให้แก่ส่วนราชการในพระองค์เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านต่าง ๆ ซึ่งได้มีการพิจารณา โดยคํานึงถึงสภาวะเศรษฐกิจสังคมและปัจจัยรอบด้านอื่น ๆ ประกอบแล้ว การเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวเบื้องต้น กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้ดําเนินการ เบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่ต้องปฏิบัติเหมือนส่วนราชการอื่น ๆ มีระบบการตรวจสอบ การใช้จ่ายเงิน

ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไม่ทรงรับการจัดสรรเงินปีที่รัฐบาลทูลเกล้า ฯ ถวาย

ข้อที่ 5. สถาบันพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกําหนดให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอํานาจ ในการบริหารราชการแผ่นดินและปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวง เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งจะต้องมีส่วนราชการในพระองค์ทําหน้าที่ในด้านธุรการ และการติดต่อประสานงานกับ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ตลอดกับหน่วยงานของรัฐ และประชาชน ดังนั้น ส่วนราชการ ในพระองค์ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชกฤษฎีกา จัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ประกอบด้วย 3 หน่วยงาน คือ สํานักงานองคมนตรี หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และสํานักพระราชวัง โดยมีการ จัดทํากรอบอํานาจหน้าที่ของตนเองเช่นเดียวกับหน่วยราชการอื่น ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้การปฏิบัติงานของส่วนราชการในพระองค์นอกจากจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการและข้าราช บริพารในพระองค์แล้ว การปฏิบัติงานยังต้องดําเนินการภายใต้วิธีปฏิบัติตามแนวโบราณราชประเพณีด้วย อันมีลักษณะงานที่มีความพิเศษและงดงาม ซึ่งมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาและเป็นสัญลักษณ์ที่มีเฉพาะแต่ ประเทศที่มีการปกครองด้วยระบอบพระมหากษัตริย์จนได้รับความน่าเชื่อถือจากทุกประเทศทั่วโลกดังนั้น ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ความเข้าใจในโบราณราชประเพณี และมีความจงรักภักดี ไม่อาจย้ายเวียนไปปฏิบัติ หน้าที่ในลักษณะเหมือนข้าราชการอื่นทั่วไปการให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่นย่อมเป็นการยากที่จะดําเนินการ ในลักษณะดังกล่าวได้ จึงได้มีการจัดตั้งให้หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์สังกัดอยู่ในส่วน ราชการในพระองค์

คณะองคมนตรี ประกอบด้วย ประธานองคมนตรี และองคมนตรีอีกไม่เกิน 18 คน ซึ่งทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งตามความจําเป็นใน ภารกิจที่เกิดขึ้นเท่านั้นไม่เคยแต่งตั้งเต็มจํานวนตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดคณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวาย ความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา คณะองคมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ ของระบบราชการ มีประสบการณ์ เป็นผู้ทรงความรู้อันเป็นประโยชน์ ต่อราชการแผ่นดิน ซึ่งคณะองคมนตรีได้ปฏิบัติหน้าที่ถวายงานด้านต่าง ๆ การพิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมาย การแต่งตั้งข้าราชการตําแหน่งสําคัญ งานพระราชพิธี งานแทนพระองค์ งานพิจารณาตรวจสอบฎีกา ขอพระราชทานพระมหากรุณาของราษฎร งานด้านการศึกษา ด้านความมั่นคง การตรวจเยี่ยมให้คําแนะนํา กรณีภัยพิบัติต่าง ๆ งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ รวมถึงมูลนิธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืองานอื่นที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้คณะองคมนตรีรับผิดชอบปฏิบัติเพื่อให้เกิด ประโยชน์สุขแก่ประชาชน คณะองคมนตรีจึงยังคงเป็นหน่วยงานที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง

ข้อที่ 6. สถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบทสําคัญต่อประเทศไทยและอยู่คู่กับประเทศชาติมานานมาตั้งแต่ โบราณกาล ทรงมีพระราชกรณียกิจที่ต้องปฏิบัตินานับอเนกประการ ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจแก่ประชาชน การบําเพ็ญพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์และพระบรม วงศานุวงศ์ ทั้งปวงล้วนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง ทรงก่อตั้งโครงการต่าง ๆ ขึ้นมากมาย เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และแก้ไขปัญหาในส่วนที่รัฐบาลไม่สามารถให้การสนับสนุนได้ จนเป็นที่เคารพรักของประชาชนทุกหมู่เหล่า การทูลเกล้า ฯ ถวายเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ โดยเสด็จพระราชกุศลล้วนเกิดจากความศรัทธาและ เป็นความประสงค์ของผู้ถวาย ด้วยเล็งเห็นว่าจะได้มีส่วนเกื้อหนุนและพัฒนาร่วมกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงนําเงินและทรัพย์สินที่มีผู้ทูลเกล้า ฯ ถวาย นํากลับคืนให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจาก ภัยพิบัติ การให้ทุนการศึกษา การรักษาพยาบาล และให้การสงเคราะห์ด้านการต่าง ๆ รวมถึงการดําเนินงาน ในเรื่องจิตอาสาพระราชทานเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ทูลเกล้า ฯ ถวาย เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย มีการดูแล โดยหน่วยราชการในพระองค์อยู่แล้วซึ่งเป็นไปเพื่อการช่วยเหลือในการบําบัดทุกข์บํารุงสุขแก่ราษฎร และโครงการพระราชดําริเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเท่านั้น มิได้นํามาใช้ในกิจการ ส่วนพระองค์หรือการอื่น ๆ แต่อย่างใด มีการกําหนดระเบียบเกี่ยวกับการเงินอย่างชัดเจน

ข้อที่ 7. ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดํารงพระราชสถานะอยู่เหนือความขัดแย้งในทางการเมือง แต่ก็ยังทรงมีสิทธิบางประการที่ยึดถือว่าเป็นสิทธิของพระมหากษัตริย์ที่ทรงกระทําได้แม้รัฐธรรมนูญจะมิได้กําหนดไว้ก็ตาม คือ ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะพระราชทานคําแนะนําตักเตือนในบางเรื่องบางกรณีแก่รัฐบาล รัฐสภา ศาล หรือองค์กรอื่น ๆ ที่ทรงเห็นว่าถ้ากระทําไปแล้วจะเกิดผลเสียหายแก่บ้านเมืองและประชาชน การแนะนําตักเตือนนี้จึงถือเป็นสิทธิของพระมหากษัตริย์โดยชอบในทุกประเทศที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ข้อที่ 8. สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประกอบสําคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตาม ประเพณีการปกครองของไทย การเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณและความรู้เกี่ยวกับพระราชวงศ์ให้ประชาชนทั่วไป ได้ทราบจึงเป็นสิ่งที่หลายหน่วยงานและหลายสถาบันการศึกษาให้ความสําคัญและถือเป็นภารกิจที่ควรปฏิบัติ บุคคลที่เคยได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโดยตรงและสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ มักจะได้รับ ความสนใจจากสื่อมวลชวนในการเสนอข่าวสารและก่อให้เกิดการแพร่หลาย การแสดงออกถึงการเคารพเทิดทูนสถาบัน จะสร้างให้เยาวชนและประชาชนมีทัศนคติที่ดี และ ยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการดําเนินชีวิตได้

ข้อที่ 9. การสืบสวนสอบสวนในเรื่องเกี่ยวกับความผิดทางอาญา มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงแล้ว ซึ่งเป็น หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม โดยมีกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน และ พิจารณาให้ความเป็นธรรมตามกฎหมาย รวมถึงมีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนคอยตรวจสอบการดําเนินการ ซึ่งพระมหากษัตริย์มีแต่พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรของพระองค์ ไม่เคยใส่ร้ายหรือทําความเดือดร้อนต่อพสกนิกร ซึ่งเห็นเป็นประจักษ์ตลอดมา

ข้อที่ 10. การรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อมีอุปสรรคในการบริหารประเทศ โดยอาจเกิดจากการดําเนินกิจการทาง การเมืองที่มีความแตกต่างกันในด้านความคิดเห็น นําไปสู่สถานการณ์ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง จําเป็นต้องมี การแก้ไขปัญหาให้ยุติโดยเร็ว เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และความเสียหายของประเทศ ให้กลับมามีความ ผาสุกได้โดยเร็ว ก่อนที่จะมีกระบวนการเพื่อให้กลับไปมีการบริหารในรูปแบบปกติต่อไป กระบวนการภายหลังจากการทํารัฐประหารแล้วหัวหน้าคณะที่ทําการรัฐประหารมีอํานาจเป็น รัฐาธิปัตย์ สามารถออกคําสั่งทุกอย่างได้โดยไม่มีกฎหมายรองรับ ให้ถือว่าคําสั่งของคณะผู้ทําการรัฐประหาร เป็นกฎหมายทันที เมื่อยึดอํานาจเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าคณะรัฐประหารจะทําเรื่องขอพระราชทาน กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานทูลเกล้า ฯ ถวายร่างประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งหัวหน้าคณะ ผู้ทําการรัฐประหารเพื่อให้ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้รับผิดชอบทําหน้าที่ในการบริหารประเทศต่อไปในขณะนั้น และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ทราบทั่วกัน ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามประเพณีการปกครองอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนั้น การทรงลงพระปรมาภิไธยในฐานะพระประมุขของประเทศ เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชนตลอดจนนานาชาติรับทราบ จึงมิใช่เป็นการรับรองการ รัฐประหารแต่อย่างใด

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000098232

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *